ดัชนีดาวเทียม · 01
NDVI คืออะไร อ่านค่าอย่างไรให้เป็น
NDVI คือตัวเลขตัวแรกที่คุณจะเห็นเมื่อเปิดดูแปลงใน AgriPluse และเป็นดัชนีพืชพรรณที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในโลกของการเกษตรด้วยดาวเทียม บทความนี้อธิบายว่าเลขตัวนี้มาจากไหน อ่านอย่างไร และเมื่อไหร่ที่ไม่ควรเชื่อมันมากเกินไป
NDVI วัดอะไรกันแน่
NDVI (Normalized Difference Vegetation Index) แปลตรงตัวคือ "ดัชนีความต่างของพืชพรรณแบบนอร์มัลไลซ์" หลักการของมันเรียบง่าย: ใบพืชที่แข็งแรงสะท้อนแสงอินฟราเรดใกล้ (NIR) มาก แต่ดูดกลืนแสงสีแดงไว้ใช้สังเคราะห์แสง ยิ่งพืชเขียวและหนาแน่น ความต่างระหว่างแสงสองช่วงนี้ยิ่งมาก ดาวเทียมวัดแสงสะท้อนทั้งสองช่วงได้โดยตรง จึงคำนวณเป็นดัชนีได้ว่า
NDVI = (NIR − RED) / (NIR + RED)
การหารด้วยผลรวม (normalize) ทำให้ค่าอยู่ระหว่าง −1 ถึง +1 เสมอ ไม่ว่าวันนั้นแสงแดดจะแรงหรืออ่อน จึงเทียบข้ามวันกันได้ ใน AgriPluse ค่า NIR และ RED มาจากแบนด์ B08 และ B04 ของดาวเทียม Sentinel-2 ซึ่งมีความละเอียด 10 เมตรต่อพิกเซล เสริมด้วยภาพจาก Landsat 8 และ 9 ในวันที่ Sentinel-2 ไม่ผ่าน
ช่วงค่า NDVI แปลว่าอะไร
ตัวเลขเดี่ยว ๆ ไม่มีความหมายถ้าไม่รู้บริบท ตารางนี้คือแนวอ่านคร่าว ๆ สำหรับพืชไร่ทั่วไปในประเทศไทย
| ช่วงค่า | สิ่งที่มักเป็น | ความหมายในแปลง |
|---|---|---|
| < 0 | น้ำ เงาเมฆ สิ่งปลูกสร้าง | ไม่ใช่พืช — ถ้าโผล่กลางแปลง ให้สงสัยน้ำขังหรือเงาเมฆ |
| 0.0 – 0.2 | ดินเปล่า ตอซัง | ปกติสำหรับช่วงก่อนงอกหรือหลังเก็บเกี่ยว |
| 0.2 – 0.4 | พืชระยะต้นกล้า | พืชเริ่มคลุมดิน ค่าควรไต่ขึ้นเรื่อย ๆ ทุกสัปดาห์ |
| 0.4 – 0.6 | พืชระยะเจริญเติบโต | เรือนใบขยายเต็มที่ ช่วงที่ค่าไวต่อความเครียดที่สุด |
| 0.6 – 0.8 | พืชแข็งแรงหนาแน่น | เรือนใบสมบูรณ์ ค่าจะเริ่ม "อิ่มตัว" ไม่ขึ้นต่อแม้พืชโตขึ้น |
สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลข: แนวโน้ม
ค่า NDVI ครั้งเดียวบอกอะไรได้น้อย เพราะพันธุ์พืช ระยะปลูก และชนิดดินทำให้ค่าฐานของแต่ละแปลงไม่เท่ากัน สิ่งที่ควรดูคือ แนวโน้มของแปลงเดียวกันตามเวลา ซึ่งเป็นเหตุผลที่ AgriPluse แสดง NDVI เป็นกราฟย้อนหลังทั้งฤดู ไม่ใช่ตัวเลขเดี่ยว
- ค่าไต่ขึ้นสม่ำเสมอ ตั้งแต่ปลูกจนถึงช่วงเรือนใบเต็ม — พัฒนาการปกติ
- ค่าหยุดนิ่งก่อนเวลา ทั้งที่พืชยังอยู่ระยะเจริญเติบโต — ควรไปดูแปลง อาจขาดน้ำหรือขาดธาตุอาหาร
- ค่าลดลงต่อเนื่องหลายจุดข้อมูล — สัญญาณเตือนที่หนักแน่นที่สุด อาจเป็นโรค แมลง หรือน้ำท่วมขัง
- ค่าตกวูบวันเดียวแล้วเด้งกลับ — ส่วนใหญ่คือเมฆหรือเงาเมฆ ไม่ใช่พืชตายเฉียบพลัน (อ่านเพิ่มใน เมฆบังกับคุณภาพข้อมูล)
เบื้องหลังกราฟ ระบบคำนวณค่าเฉลี่ยของทุกพิกเซลภายในขอบเขตแปลงที่คุณวาดไว้ ได้จุดข้อมูลหนึ่งจุดต่อภาพหนึ่งวัน จากนั้นปรับเรียบด้วยตัวกรอง Savitzky–Golay เพื่อลดสัญญาณรบกวนรายวัน ให้เห็นแนวโน้มจริงของฤดูชัดขึ้น ส่วนบนแผนที่ คุณคลิกจุดใดก็ได้ในแปลงเพื่ออ่านค่า NDVI ตรงจุดนั้น ใช้หาว่า "มุมไหนของแปลง" ที่ค่าต่ำกว่าเพื่อน แล้วเดินไปตรวจให้ตรงจุด
NDVI ในระบบพยากรณ์โรคของ AgriPluse
NDVI ไม่ได้มีไว้ดูอย่างเดียว แต่เป็นหนึ่งในตัวแปรตั้งต้นของ แบบจำลองพยากรณ์โรคและแมลงทั้ง 8 รายการ โดยโมเดลใช้ทั้งค่า NDVI ตรง ๆ และ "อัตราการเปลี่ยนแปลงรายวัน" (delta NDVI) เพราะการที่ความเขียวเริ่มถดถอยเร็วผิดปกติ มักเกิดก่อนที่ตาเปล่าจะเห็นอาการบนใบ เมื่อรวมกับตัวแปรสภาพอากาศที่เอื้อต่อเชื้อโรค โมเดลจึงประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า 7 วันได้
ข้อจำกัดของ NDVI ที่ควรรู้
NDVI บอกว่า "พืชเขียวน้อยลง" แต่ไม่บอกว่า "เพราะอะไร" — โรค แมลง ขาดน้ำ ขาดปุ๋ย หรือน้ำท่วม ล้วนทำให้ค่าลดได้ทั้งนั้น ใช้ NDVI จัดลำดับว่าควรไปตรวจแปลงไหนก่อน แล้วยืนยันสาเหตุด้วยตาจริงเสมอ
- อิ่มตัวเมื่อพืชหนาแน่น — เกิน ~0.7 ค่าจะแทบไม่ขยับแม้พืชโตขึ้น ช่วงกลาง–ปลายฤดูจึงควรดู EVI และ NDRE ประกอบ
- ดินพื้นหลังรบกวนช่วงต้นฤดู — ตอนพืชยังเล็ก พิกเซล 10 เมตรมีทั้งพืชและดินปนกัน ค่าแปลงที่ดินเข้ม-อ่อนต่างกันจะเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้
- เมฆและเงาเมฆ — ทำให้ค่าตกผิดจริงหรือหายไปทั้งวัน ระบบคัดภาพเมฆหนาออกและใช้ภาพเรดาร์ Sentinel-1 ช่วยในช่วงฟ้าปิด
- หนึ่งพิกเซลคือ 10×10 เมตร — จุดโรคเล็กกว่านั้นจะยังไม่เห็นในภาพ จนกว่าจะลามถึงระดับที่กระทบค่าเฉลี่ยของพิกเซล
สรุป
NDVI คือเครื่องมือคัดกรองที่ดีที่สุดตัวหนึ่งที่ได้มาฟรีจากดาวเทียม: คำนวณง่าย เทียบข้ามเวลาได้ และไวต่อความเปลี่ยนแปลงของเรือนใบ หลักการใช้มีข้อเดียว — ดูแนวโน้มของแปลงตัวเอง อย่าดูตัวเลขโดด ๆ และให้ NDVI เป็นเหตุผลในการ "ไปดูแปลง" ไม่ใช่เหตุผลในการ "ไม่ต้องไปดู"